สำรวจความคิดเห็น

คุณได้รับประโยชน์จากเว็บนี้
 

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้3
mod_vvisit_counterเมื่อวาน8
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี่22
mod_vvisit_counterเดือนนี้11
mod_vvisit_counterทั้งหมด4267

มุมมองในเรื่องพิพิธภัณฑ์ PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
โดย เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ อ.ทรงยศ แววหงษ์   
Monday, 29 September 2008

 

 

กำเนิดของแนวคิดเรื่อง “พิพิธภัณฑ์”
           แนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์นั้นเราเอามาจากฝรั่ง  คำว่า museum ที่ฝรั่งใช้เรียกสถานที่แบบนี้มาจากคำว่า muse ในภาษาละติน  มิวส์หมายถึงเทพธิดา 9 องค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะหลายแขนงที่คนในสมัยกรีกนิยมชมชอบกัน และได้กลายมาเป็นตัวแทนของความงามทางด้านจิตใจด้วย  นอกเหนือไปจากศิลปะภาพวาด ประติมากรรมต่างๆ แล้ว ยังรวมไปถึงศิลปะด้านอื่น เช่น บทกวี ประวัติศาสตร์ ดนตรี ฯลฯ ด้วย  ความหมายของ museum แต่เดิมจึงเป็นการเก็บรวบรวมผลงานศิลปะแขนงต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อที่จะให้คนในรุ่นต่อๆ มา หรือใครก็ตามทีที่ได้พบเห็นมีโอกาสได้ซึมซับ อิ่มเอิบใจไปกับความงดงามของงานศิลปะทั้งหลายเหล่านั้น

          ผู้ที่มีบทบาทในการเก็บรวบรวมผลงานศิลปะตะวันตกในสมัยแรกๆ คือบรรดากลุ่มขุนนาง ราชสำนัก เศรษฐีพ่อค้า ที่มักนิยมเก็บสะสมงานศิลปะเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง  จนกระทั่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรุนแรง จึงทำให้บรรดางานศิลปะถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เช่น การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) ของฝรั่งเศสที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้สมบัติที่เคยอยู่และชื่นชมกันแต่ในราชสำนักกลายมาเป็นสมบัติของชาติที่เปิดแสดงให้ผู้คนทั่วไปในสังคมสามารถเข้าถึงงานศิลปะเหล่านั้นได้

Musée du Louvre

          ต่อมา มีคนที่สนใจเก็บรวบรวมของต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น  การตัดสินใจเลือกของที่จะเก็บสะสมจึงปะปนกันระหว่างการชื่นชมความงามทางด้านศิลปะกับความชื่นชมต่อความแปลกประหลาด (curios) ด้วย  (ในแง่หนึ่ง เศรษฐีมักชอบเก็บของที่ “แปลก” สำหรับสังคมตนเองเพราะแสดงว่าสามารถเข้าถึงสิ่งที่ผู้คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ครอบครองด้วย  -เหมือนทุกวันนี้ที่เศรษฐีก็ยังชอบใช้ของนอกมากกว่าของที่ผลิตในประเทศอยู่)  ผู้ที่เลือกสะสมของแปลกจึงอาจจะไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับความงามหรือสุนทรียภาพใน concept เดิมของคำว่า museum หรือไม่

          พิพิธภัณฑ์หลายแห่งจึงมีทั้งของสวยและของแปลก (สำหรับสังคมสมัยนั้น) จัดแสดงปะปนกันอยู่

เส้นทางของพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทย
          ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์น่าจะเริ่มเข้ามาในสังคมไทยประมาณรัชกาลที่ 4  พระองค์ทรงเป็นคนแรกที่สร้างอาคารขึ้นมาเพื่อเก็บของต่างๆ นานาทั้งของสวยงามและแปลกประหลาด และให้ชื่อเรียกสถานที่แบบนี้ว่า “พิพิธภัณฑ์” พิพิธ หมายถึงสิ่งที่หลากหลาย ภัณฑ์ คือวัสดุสิ่งของต่างๆ  ดังนั้น ต้นกำเนิดวิธีคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์ของไทยเราจึงพัฒนามาจากการเก็บสิ่งของต่างๆ ที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน  แนวคิดนี้เกิดขึ้นในหมู่ของชนชั้นสูงในสังคมไทยเป็นระยะเวลานานมากก่อนจะเผยแพร่ต่อสาธารณชน  วิธีคิดในการคัดเลือกและการจัดแสดงสิ่งของจึงเป็นการโชว์ของสวย ของมีค่า พอๆ กับของแปลกประหลาดและของหายาก ซึ่งมีนัยสะท้อนถึงความเหนือกว่าของคนในระดับสูง

อนุรักษ์นิยม          ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าแนวคิดซึ่งเป็นกระแสหลักของการจัดทำพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราคือความเป็นอนุรักษ์นิยม  หนึ่งคือการจัดแสดงนั้นเป็นไปเพื่อโชว์การสะสมสิ่งของ  และสองคือเป็นไปเพื่อบอกกล่าวตอกย้ำและเชิดชูฐานะของบรรดาชนชั้นนำซึ่งเป็นผู้ที่รวบรวมสิ่งของเหล่านั้นเอาไว้

          ผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์ของเราน่าจะหันมารักษาความหมายของ museum ดั้งเดิมให้มากขึ้น  นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ควรจะสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกอิ่มเอิบใจเมื่อได้พบเห็นสิ่งของ มองเห็นถึงความงดงามทางด้านจิตใจ  นอกจากนั้น สิ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญคือพิพิธภัณฑ์ควรจะสามารถสื่อสารถ่ายทอดความรู้ทางสังคมจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จากอดีตสู่ปัจจุบันได้ด้วย  การจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ควรออกจากกรอบวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกับผู้คนในทุกระดับ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาจิตใจของผู้คนในสังคมและตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

          อย่างไรก็ตาม ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการจัดแสดงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ของบ้านเราในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีเรื่องราวและรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น รวมไปถึงให้ความสำคัญกับความรู้สึกด้านสุนทรียะมากขึ้น  ประการถัดมาคือผมคิดว่าเกิดความหลากหลายของพิพิธภัณฑ์มากขึ้น  นอกจากพิพิธภัณฑ์ในส่วนของรัฐแล้ว ยังเกิดพิพิธภัณฑ์ที่จัดสร้างและจัดแสดงโดยเอกชนและองค์กรต่างๆ นานา ซึ่งผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ  ประการที่สามคือพิพิธภัณฑ์หลายแห่งแม้แต่ของรัฐเองได้เริ่มมีความเป็น “ท้องถิ่น” เพิ่มมากขึ้น ทำให้แง่มุมทางสังคมได้ไปปรากฏในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี          ตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่มีความเป็น “ท้องถิ่น” เช่น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน     จ่าทวีที่พิษณุโลก ที่จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในยุคหนึ่งซึ่งเป็น       ชาวบ้าน ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าอกเข้าใจว่าในชุมชนหนึ่งๆ นั้น นอกจากจะมีชีวิตของคนในระดับสูงแล้ว ยังมีชีวิตของราษฎรอยู่ในสังคมด้วย  หรือกรณีบ้านพิพิธภัณฑ์ของคุณอเนก นาวิกมูล ซึ่งเป็นเอกชน ได้จัดแสดงเรื่องราวของ “ของเล่น” ที่สะท้อนถึงวิธีการบ่มเพาะคนในสังคม  ในขณะเดียวกัน ก็เกิด “พิพิธภัณฑ์ชาวนา” ในหลายพื้นที่ด้วยกันซึ่งมีความสำคัญในแง่ของการบันทึก “วิถีชาวนาดั้งเดิม” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของเกษตรกรในปัจจุบัน  การจัดแสดงอาจจะยังดูน่าเบื่อ แต่อย่างน้อย ผมก็คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

          ความเป็น “ท้องถิ่น” ที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ทำให้เราเห็นความต่อเนื่องของชีวิตของชาวบ้านธรรมดา ซึ่งแต่เดิมเราไม่ค่อยได้รับรู้เพราะว่าการสืบค้นยังไม่ค่อยมี หลักฐานต่างๆ ทางสังคมเหล่านี้เสมือนเป็นสะพานเชื่อมกลับไปสู่การทำความเข้าใจถึงชีวิตของชาวบ้านธรรมดาได้ดีทีเดียว

           นอกจากนั้น ยังมีความพยายามที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์ก้าวไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณีพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ของกรุงเทพฯ ที่มีสื่อใหม่ๆ ให้ผู้เข้าไปชมสามารถค้นคว้าหรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  ความสนุกสนานในรูปแบบต่างๆ นี้น่าจะช่วยดึงดูดให้ผู้ดู โดยเฉพาะเด็กๆ ได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น  สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นการคลี่คลายตัวของพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราในช่วงประมาณสิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา

          โดยรวมๆ แล้ว ผมคิดว่าแนวโน้มเรื่องพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยนั้นจะมีลักษณะท้องถิ่นและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น คือ นอกจากจะสะท้อนความเป็นท้องถิ่น ความเป็นเมือง ความเป็นประเทศของตนแล้ว พิพิธภัณฑ์จะมีลักษณะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ที่พูดถึงเรื่องการแพทย์ การคมนาคม พูดถึงเฉพาะเรื่องของเล่น เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์น่าจะสะท้อนบริบททางสังคม
          ส่วนที่ผมคิดว่าขาดเวลาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยก็คือผมรู้สึกว่าสิ่งของต่างๆ มักถูกนำมาจัดแสดงในลักษณะที่หยุดนิ่ง ไม่มีบริบทในเรื่องของเวลาและความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นกับเรื่องอื่นๆ ในสังคม ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความรู้ และ/หรือ ความสามารถในการจัดแสดงน้อยเกินไป เช่น ถ้าจะจัดแสดงเรื่องของข้าว ผมคิดว่านอกจากสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น เครื่องมือการเกษตรต่างๆ แล้ว น่าจะนำเสนอเรื่องราวที่มาที่ไปว่าข้าวเข้ามาสู่สังคมเราได้อย่างไรหรือนานเท่าไรแล้ว พันธุ์ข้าวมีความหลากหลายและสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างไร ข้าวถูกแปลงไปสู่รูปแบบอื่นๆ อย่างไร ความสัมพันธ์ของข้าวกับคน วัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับการปลูกข้าว ฯลฯ ด้วย

          ดังนั้น ผมจึงคิดว่าการนำเสนอโดยส่วนใหญ่ยังไม่น่าสนใจพอ  ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มักจะถูกจัดวางให้อยู่นิ่งๆ ในพิพิธภัณฑ์  ถึงแม้ว่าบางครั้งจะพบเห็นคำอธิบายที่ยืดยาวอยู่ข้างๆ แต่ก็มักเป็นข้อมูลความรู้ในรายละเอียดมากกว่าจะช่วยให้เห็นมิติต่างๆ ของสิ่งของนั้นโดยรอบและโดยรวม  อย่างไรก็ตาม ผมเห็นความตั้งใจและความพยายามอันดีที่จะเก็บสิ่งของต่างๆ เพียงแต่ยังขาดความคิดในการเรียบเรียงจัดการและนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือขาดงบประมาณ

          ผมขอยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่หมู่บ้านหนองขาว กาญจนบุรี  ทั้งเจ้าอาวาสและชาวบ้านเองมีความตั้งใจดีมากๆ ที่จะพยายามเก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในหมู่บ้าน แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเอาของเหล่านั้นมารวมกันไว้เพื่อไม่ให้       สูญหาย  แต่ยังขาดวิธีคิดว่าจะจัดการกับมันอย่างไร เช่น จะขยายความหมายของตะเกียงหนึ่งชิ้นให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับคนทั้งหมู่บ้านได้อย่างไร และที่สำคัญ ยังขาดงบประมาณที่จะนำมาตอบสนองเพื่อจะนำไปสู่เรื่องราวดังกล่าว (เช่น ให้ทุนศึกษาวิจัย) ด้วย

          อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี ผมคิดว่าวิธีคิดในเรื่องพิพิธภัณฑ์กำลังถูกแพร่ขยายออกไปสู่ชุมชนเล็กชุมชนน้อยในสังคมไทยต่างๆ อย่างรวดเร็ว

บทบาทของพิพิธภัณฑ์ในสังคมไทย
          ผมคิดว่าหน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์คือการเชื่อมโยงความเป็นมาของสังคมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน สะท้อนเส้นทางของผู้คนในสังคมให้มองเห็นรากเหง้าของตนเอง เพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่มาที่ไปของตนเองและชุมชน รวมทั้งช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ของตนเองกับชุมชน

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี          ที่ผ่านมา คนในระดับชาวบ้านยังไม่สามารถกุมสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” และใช้มันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองได้  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราถูกสอนให้มีความรู้ความเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผินมาก  ในขณะที่หากเทียบกับชนชั้นสูง การที่เขาต้องพยายามรักษาสถานะทางสังคมไว้ให้ได้ทำให้เขาค้นคิดวิธีจนสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการสร้างความหมาย สร้างฐานะ เพื่อดำรงฐานะทางชนชั้นตนเอง รวมไปถึงการนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ควบคุมชนชั้นระดับล่างได้ด้วย  ผมจึงคิดว่าการให้ความรู้กับชาวบ้านในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้นเป็นหนทางหนึ่งที่ใช้ต่อสู้กับชนชั้นที่สูงกว่าในสังคม

          ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าชุมชนต่างๆ มีความพยายามในการกลับไปสู่รากเหง้าหรือท้องถิ่นของตนเอง  คนในรุ่นเก่าถึงแม้จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องราวในอดีตแต่ก็เป็นความเข้าใจในครรลองเดิมๆ ซึ่งเป็นมิติที่แคบเกินไป  เพราะฉะนั้น พิพิธภัณฑ์เองต้องสามารถเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่จะนำเสนอแนวคิดที่หลากหลายในการแสวงหา “ความหมาย” ของความรู้ที่สะสมไว้ในท้องถิ่นและชุมชนของตน

          ผมยังคิดว่าพิพิธภัณฑ์นั้นนอกจากจะถ่ายทอดความงามและความรู้แล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะใช้ช่วยเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน เชื่อมมนุษย์กับชุมชน เห็นเส้นทางพัฒนาการของชุมชนจนถึงปัจจุบันในแง่มุมที่หลากหลาย  สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้มนุษย์มีความรู้ที่ชัดเจนหนักแน่น และนั่นก็หมายถึงอนาคตที่มั่นคงแข็งแรงด้วย  ด้วยเหตุนี้ พิพิธภัณฑ์จึงมีความจำเป็นต่อทุกสังคม  และผมคิดว่าเราน่าจะหันมาให้ความสำคัญกับการนำเสนอเรื่องราวของสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ในลักษณะที่ช่วยกระตุ้นความคิดของผู้ชมให้มากขึ้น เช่น การมองชีวิตผู้คน มองสภาพสังคม โดยผ่านสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่งว่ามันทำหน้าที่อะไรในแต่ละยุคสมัย  แทนที่จะให้ความรู้เพียงว่าของนั้นเรียกว่าอะไร ทำด้วยวัสดุอะไร สร้างในสมัยไหนเท่านั้น

ทำไมถึงชอบไป “พิพิธภัณฑ์”
          ตอบตามความเป็นจริงก็คือพิพิธภัณฑ์ทำให้เราหลุดไปจากความยุ่งเหยิงไปปัจจุบัน ทำให้ผมสามารถมีใจจดจ่อกับเรื่องราวในอดีต ทำให้ใจสงบและเกิดความคิดดีๆ ในการที่จะไปคิดเรื่องราวอื่นๆ ซึ่งไม่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เลย  คงคล้ายๆ กับการฟังเพลงหรือดูหนังครับที่ช่วยพาเราออกไปจาก “โลกแห่งความเป็นจริง” ชั่วคราวและช่วยให้ใจว่างพอจะหันกลับมามองประสบการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่จริงได้ชัดเจนขึ้น

 

Hits: 685
ความเห็นทั้งหมด (2)Add Comment
...
โดยคุณ ฉัตรเพ็ญนุช, October 09, 2008
เกิดมาจนป่านนี้ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็หลายหน เพิ่งรู้วา คำว่า พิพิธภัณฑ์ แปลว่าอะไร ขอบคุณผู้เขียนบทความค่ะ จริง ๆ ได้อะไรมากกว่าคำแปลนะคะ
"กรณีบ้านพิพิธภัณฑ์ของคุณอเนก นาวิกมูล "
โดยคุณ ประยูร สงวนไทร, March 08, 2010
ขอแก้ไข บ้านพิพิธฯไม่ใช่ของคุณอเนก กรุณาอย่าเข้าใจผิด
บ้านพิพิธฯ เป็นของ สมาคมกิจวัฒนธรรม คุณอเนกไม่มีทุนทรัพย์ที่จะทำคนเดียวครับ
การบริหารและตัดสินใจผ่านคณะกรรมการ

และบ้านพิพิธ ก็ไม่ได้จัดแสดงเฉพาะเรื่องของเล่น เราจัดแสดงเรื่องเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้
ในชีวิตประจำวันของคนในอดีต เน้นความเพลิดเพลิน รื่นรมย์ มากกว่าเข้ามาชมแล้วต้องได้ความรู้

ร่วมแสดงความเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
ลดพื้นที่ลง | ขยายพื้นที่

security code
กรุณากรอกตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านบนลงในช่องนี้ด้วยค่ะ


busy
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 02 October 2008 )
 

ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย โครงการ*หมายเหตุสังคม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 e-mail: pawita50@gmail.com